"พาสาไทย ≠ ภาษาไทย"

posted on 04 Jul 2009 21:12 by dazzling

J a n n y~* says:

ซาหวาดดีขร๊ะ ครูเพ่เดีย

 

Charisma says:

อ่าๆ ดีจ๊ะ สุดสวย

 

J a n n y~* says:

เพ่ว่างเป่าอ่าขร๊ะ นู๋มีกานบ้านแร้วม่ายเข้าจาย

 

Charisma says:

ได้จ๊ะๆ ว่ามาได้เลยยยย

 

J a n n y~* says:

ม่ายช่ายยย นู๋จิเข้าปายหาเท่บ้านเพ่เรยอ่าข๊ะ

 

Charisma says:

จะแวะมาเมื่อไหร่จ๊ะ พี่จะได้เตรียมตัว ไม่ออกไปไหน

 

J a n n y~*says:

เดะเข้าปายหารุยขร๊ะ คถ. เพ่มากรุย

 

Charisma says:

เอ๊ะ...คถ. นี่มันอะไรอ่ะ พี่ชักเริ่มงง

 

J a n n y~* says:

โอ้ยย คนแก่กะงี้ คถ. กะ คิดถุงงายยยยย

 

Charisma says:

แล้วหนูจะคิดถุงทำไมอ่ะ ไม่คิดถึงล่ะ

 

J a n n y~* says:

แก่แร้นนนนนนนนน จิงๆนะเนียะ

 

Charisma says:

แก่แร้น?? แร้นหมายความว่าไง - -*

 

J a n ny~* says:

โอ้ยยย ม่ายคุยกะคนแก่ระ เดะปายหานะขร๊ะ

 

Charisma says:

เออๆ โอเคๆ เจอกันจ๊ะ

 

...........................

 

  นี่คือบทสนทนาระหว่างฉัน กับ เจนนี่ อดีตลูกศิษย์ของฉัน สมัยฉันยังเป็นติวเตอร์สอนพิเศษ เป็นบทสนทนาที่ทำให้ฉันรู้สึกเป็นคนโง่ ที่ไม่เข้าใจภาษาไทย ทั้งๆที่เป็นภาษาพ่อ ภาษาแม่ เป็นคนโง่ ที่ไม่รู้ว่า "คถ." เป็นคำย่อของคำว่า "คิดถึง"

 

  บางคนอาจจะคิดว่า "มันก็แค่ภาษาแชท" แต่ที่คนเหล่านั้นไม่คิดก็คือ วันๆนึง เด็กๆเหล่านี้ ใช้เวลาในการแชทเฉลี่ยวันละ 4-5 ชั่วโมงวัน (จากการสังเกตุคนรอบข้างแบบพอสังเขป) เด็กคนนึงใช้ชีวิตบนโลกไซเบอร์เกือบหรืออาจจะทุกวันสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์บนโลกเดียวกันด้วยภาษาไทยกลายพันธุ์ ฉันมั่นใจระดับ 10 ตีนถีบว่า ย่อมเกิดปรากฏการณ์ออสโมซิส ซึมซาบภาษานั้นผ่านเยื่อหุ้มเซลส์สมอง จนคิดว่านั่นคือสิ่งที่ถูกและเหมาะสมดีแล้ว

 

..... แต่แถวบ้านฉันเรียก "ภาษาวิบัติ" ......

 

อีกภาษานึงที่มาแรงไม่แพ้กัน "ภาษาHi5"  Hi5  เป็นคอมมิวนิตี้ที่ฉันไม่เข้าใจ และไม่เคยเข้าใจว่า ทำไมต้องมีใคร "สักคน" ที่ฉันไม่เคยรู้จัก นอกจากเห็นหน้าตาบิดเบี้ยวอันเนื่องมาจากการแอ๊บแบ๊ว มาแสดงความเป็นห่วงเป็นใยจนออกนอกหน้านอกตา

 

"หย่าลืมกินข้าวน้าจร๊ะ"

 

"เข้านอนด้ายแร้ว"

 

ซึ่งฉันอดคิดไม่ได้ว่า "ถ้ากูหิว กูหากินเองได้" หรือ "เป็นใครเนียะ มาสั่งกูให้เข้านอน"

 

หรือบางคน ไม่มีอะไรจะคอมเม้นต์ หากแต่ความกระสันในการเพิ่ม View และ จำนวน Profile comments  ด้วยประโยคหากิน

 

"มาเม้นแร้วว เม้นกลับด้วยน้า"

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น.....ไม่ลืมที่จะใช้ภาษาไทย ที่รากเหง้าไทยแท้ๆอย่างฉันและหลายคนอยากจะหยั่งถึง

 

 

 "ข้าพเจ้าคิดว่า เราสามารถช่วยโลกร้อนด้วยกานประหยัดน้ำและไฟ

ปิดไฟเมื่อม่ายจำเปน และปิดน้ำหั้ยสนิดทุกครั้งหลังใช้

กานปลูกต้นม้ายก้อเปนกานช่วยลดโลกร้อนด้ายอีกวิธีหนึ่ง

เพราะต้นม้ายช่วยลดปรากดการณ์เรือนกระจก

ท่าคนไทยช่วยกานปลูกต้นม้ายคนละ 1 ต้น

อย่างน้อยๆ ประเทศไทยก้อจะมีต้นม้ายแร้ว 64 ล้านต้น"

 

 

"เจนนี่ แน่ใจนะว่าเขียนถูกต้องครบถ้วนแล้ว" ฉันถามเจนนี่หลังจากอ่านเรียงความภาษาไทย(รึเปล่า?)ของเจนนี่ ที่ให้ฉันช่วยแปลเป็นอังกฤษ

 

"อืม ถูกแล้วค่ะ ไมอ่อ" เจนนี่มองฉันด้วยสีหน้างงๆ

 

"เขียนงานส่งอาจารย์แบบนี้หรอ" ฉันถามเจนนี่เพื่อย้ำความมั่นใจ

 

"อือ ไมอ่ะคะ ไรผิดอ่า" เจนนี่แย่งกระดาษในมือฉันไปสแกนหาจุดบกพร่อง

 

"ลองดูซิ ใช้ Marker อันนี้ขีดซิ ว่าหนูเขียนคำไหนผิดบ้าง" ฉันยื่นปากกาเน้นสีเหลืองอ๋อย เผื่อสีที่ขีดคำผิดเหล่านั้น จะกระแทกตายัยเด็กเจนนี่

 

เจนนี่ ใช้นิ้วชี้เรียวยาวของเธอไล่ทีละบรรทัด หาคำผิดตามคำสั่งของฉัน แต่จนแล้วจนรอด ปากกาสีสดของฉัน ก็ยังไม่ถูกใช้สักที

 

"ไม่มีอ่าพี่ เขียนงี้แหละ 'จารย์ ไม่เห็นว่าไรเลย" เจนนี่พูดพร้อมกางสมุดวิชาภาษาไทยที่พกมาด้วย ให้ฉันดู

 

"โอ้ มายก็อดดดดดด" ภาษาของน้องเจนนี่ สะกิดต่อมตอแหลของฉันแตกกระจุย จนฉันต้องอุทานออกมาเป็นภาษาอังกฤษ

 

เรียงความเรื่อง "พ่อแม่ของฉัน"

พ่อของฉันทำงานเปนวิศวะกรของบริษัทแห่งหนึ่ง แม่ของฉันทำงานเปนแม่บ้าน กางวันพ่อก้อออกปายทำงาน ส่วนแม่ก้อดูแลบ้าน.....

 

ลงท้ายของเรียงความนั้น ด้วยลายเซ็นของอาจารย์ และคำว่า "ดีมาก"

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

ในที่สุด ฉันก็ได้พบตัวการที่ทำให้ภาษาไทยวิบัติตัวจริงเสียงจริง แม้น้องเจนนี่ จะเป็นหนึ่งในบุคคลที่ควรได้รับการเยียวยาด้านภาษาอย่างแรง แต่คนที่น่าเป็นห่วงคือคุณครูวิชาภาษาไทยของน้องเจนนี่ ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่า อาจารย์ขี้เกียจตรวจแล้วให้คะแนนส่งเดช หรืออาจารย์ไม่รู้กันแน่ ว่าภาษานี้เป็นภาษาที่ไม่ถูกต้อง (สงสัยจะขา Hi5 เช่นกัน) ซึ่งฉันภาวนาอย่างยิ่งยวด ขอให้เป็นเหตุผลแรก เพราะอย่างน้อย ภาษาไทยของชาติไทย ก็ไม่ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย และมองเห็นอนาคตริบรี่เช่นนี้

 

ฉันใช้เวลากับเรียงความของเจนนี่อยู่ 3 ชั่วโมงเห็นจะได้ ไม่ใช่ขั้นตอนของการแปลไทยเป็นอังกฤษ แต่เป็นขั้นตอนของการแปลไทย เป็นไทยซะมากกว่า

 

"ขอบคุณค่ะ พี่เดีย อยากเก่งภาษาอังกฤษจัง"

 

"ไม่เป็นไรจ๊ะ แต่พี่ว่า เอาภาษาไทยให้รอดก่อนนะ" ฉันสวนกลับไป

 

"โหยย พี่อ่ะ คิดมาก ก็แค่พิมพ์ใน M เอ็ม" เจนนี่ทำปากแบะใส่ฉัน

 

"เธอแน่ใจหรอ ว่ามันก็แค่ MSN เธอลองย้อนกลับไปดูเรียงความ หรือภาษาที่เธอใช้เขียนงานส่งครูบาอาจารย์ของเธอเลยนะ ถ้าไม่สำเหนียกว่ามันผิดยังไง ก็เอาไปให้พ่อแม่เธอดู ให้ท่านช่วยบอกว่ามันผิดยังไง" ฉันออกตัวแรง โทษฐานแบะปากใส่ฉัน

 

"พี่อ่ะ ใครๆเค้าก็พูดกัน พี่อ่ะแหละ เชย" เจนนี่ไม่จบ

 

"เออ พี่ยอมเชยว่ะ พี่ว่าถ้าเราเอาภาษาแบบนี้ไปใช้กับคนอื่นนอกเหนือจากคนในสังคมแอ๊บแบ๊วของเรา พี่ว่า คนพวกนั้นก็เชยเหมือนพี่น่ะแหละ ทางที่ดีนะ ถ้าอยากใช้ภาษาเหล่านี้มากนักนะ ก็ออกปทานุกรม หรือสารานุกรม ฉบับภาษาแอ๊บแบ๊วแต๋วแตกไว้ควบคู่ด้วยนะ เกิดคนแบบพี่เกิดโง่ขึ้นมา จะได้เปิดอ่าน เซิร์ชหา" ฉันจบบทสนทนาด้วยการยื่นสมุดการบ้านของเจนนี่ ที่เหลืองอร่ามเพราะปากกาเน้นคำของฉัน

 

 

 

Janny has given a comment....

"เพ่เดียขร๊ะ ขอบคุนมากมายรุยนะขร๊ะ คถ.มากๆรุยคนเนี๊ยะ"

 

 

 

ฤ... ภาษาไทยของเราจะถึงกาลเปลี่ยนแปลง

 

Dazzling

 

edit @ 4 Jul 2009 21:57:18 by -d@zZLinG-

 

   'ใครก็ได้บอกฉันทีซิ นี่มันโลก หรือ นรกกันแน่ โฮ๊กกกกกกก'

ถ้าคุณ Al Gore ไม่ได้บอกเอาไว้ใน The Inconventional Truth ฉันจะไม่เชื่อเล้ยยย ว่าบ้านเมืองเราจะร้อนจนม้ามสุกได้ขนาดนี้ งานนี้เห็นทีจะชี้ผิดคิดโทษอ้ายอีตัวไหนมิได้ นอกจากเราๆท่านๆที่เป็นผู้สนับสนุน Global warming อย่างไม่เป็นทางการ

ทุกวันนี้เลยได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า "นี่คือการเตรียมพร้อมซ้อมแดดิ้นในปาร์ตี้อเวจี ณ กรุงโลกันต์ ที่ร้อนกว่านี้หลายร้อยเท่าทวีคูนนักแล"

อาจด้วยเพราะอากาศร้อนกระมัง ฉันจึงแปลงร่างกายเป็นหญิงแก่ขี้หงุดหงิด เลือดจะไปลมจะมา เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจ หากฉันจะรำพัด เล่นงิ้ว หรือเกรี้ยวกราดใส่ใคร ขอให้เข้าใจว่ามันเป็นเพราะ "โลกมันร้อน"

ไม่ใช่แค่ฉันที่ดูจะแปลกออกไป แต่เพื่อนของฉันคนหนึ่งก็ดูเปลี่ยนไปเช่นกัน

ฉันได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมก๊วน ที่โทรมาอัพเดทเรื่องราวส่วนตัว ล่าสุด โบกมือบ๊ายบาย เซย์ฮันยองกับแฟนสาวไปแล้ว แต่ท่าทีของเพื่อนฉัน แลดูไร้ความเศร้าโศกา ราวกับว่าความรักที่หมักบ่มมากว่า 2 ปี เหมือนกับเล็บขบที่แทงนิ้วตีนฉันใดก็ฉันนั้น แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเพื่อนฉันยังคงลั้ลลาและวี๊ดว๊าย กริ๊บกริ้วได้เช่นเคยๆ

ฉันคิดไม่ออกเลย ว่าการทีใครสักคนหนึ่งเลิกกันแฟนไปจะมีความสุขได้เช่นนี้ หากไม่...

1. มีคนใหม่รอเสียบอยู่ก่อนแล้ว

หรือ....

2. แฟนที่เพิ่งเลิกไปเป็นคนที่น่ารำคาญระดับ 10 ตีนถีบ และควรค่าเพียงแค่เก็บไว้หมักซีอิ๊วกิน

และการคาดการณ์ของฉันก็ถูกต้อง โดยอาศัยประสบการณ์ที่ปราถนาการก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นอย่างเป็นทางการมาหลายปี เพราะงั้นฉันจึงไม่แปลกใจที่เพื่อนของฉันจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร กับการสวมรองเท้าคอนเวิร์สแยกทางกันครั้งนี้

หากแต่สิ่งที่ทำให้ฉันต้องจับไมค์ร้องเพลงของวง The Impossible "เป็นไปไม่ได้" ต่อด้วยเพลงของปาล์มมี่ "อยากจะร้องดังๆ" ก็คือสิ่งที่ฉันได้ยินจากเพื่อนของฉัน

"เขาคนนั้นทำให้ฉันมีความสุขจริงๆนะ"

"เขาเป็นผู้ชายนะ"

เพื่อนฉันเปลี๋ยนไป๋!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ฉันรู้สึก Lost ไป 5 วินาที...."แกว่างคุยป่าวเนี๊ยะ" เพื่อนฉันดึงสติของฉันกลับมา ฉันให้กำลังใจและแสดงความเข้าอกเข้าใจ ทั้งๆที่ให้ตายเหอะ "กูอึ้งมาก"

หลังจากจบบทสนทนาของฉันกับเพื่อนที่เปลี่ยนไปตลอดกาลของฉัน ฉันได้พินิจพิจารณาสิ่งต่างๆที่วนเวียนเข้ามา และฉันก็ณัฐวุฒิ(สะกิดใจ) ได้ว่า "เฮ้ย เพื่อนมีความสุข นั่นต่างหากคือสิ่งที่ฉันควรคำนึงเป็นอันดับแรก"

ฉันระลึกได้ว่าคำว่า "เพื่อน" เป็นอะไรที่โคตรจีรัง ต่อให้เวลาจะผ่านไปอีกกี่สิบกี่ร้อยปี ต่อให้เราจะขาดการติดต่อกันราวกับ "ตายจากกัน" แต่พอได้หวนกลับคืนมาเจอกัน เราก็ยังเรียกกันและกันว่า "เพื่อน"

ฉะนั้น....การที่ "เพื่อน" มีความสุขกับชีวิต นั่นก็คือสิ่งที่ฉันควรยินดี และสนับสนุน ตราบเท่าที่เพื่อนฉันไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้านร้านช่อง โฟนอินมาเผาบ้านเผาเมืองทุกวี่วัน (อุ๊บส์ส์ส์) ตราบนั้น ฉันก็ยังจะชูจักกะแร้สองข้างออกเสียงไว้วางใจเพื่อนฉันตลอดไป

ไม่ว่าเพื่อนฉันจะเปลี่ยนไปด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม.......แต่ก็ช่างมันเต๊อะ ตราบเท่าที่มันยังเป็นเพื่อนฉันอยู่

เอ๊ะ....หรือจะเป็นเพราะ "โลกมันร้อน" ??????

 

 

โลกร้อนมันน่ากลัวอย่างนี้นี่เอง บรึ๋ยยยยยส์

-D@zZLinG-

 

 

 

edit @ 23 Apr 2009 16:06:36 by -d@zZLinG-