posted on 10 Jun 2010 16:09 by dazzling in Lifestyle
เหนื่อยจัง.....
เขาว่ากันว่า "ล้มแล้วต้องลุก" ต่อสู้กับเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต การจะเป็นคนเก่งและประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องเป็นคนที่เคยผ่านทั้งร้อนและหนาว และยังคงยืนหยัดเป็น Last man standing
ฉันอยากเป็นคนคนนั้น คนที่ยังยืนหยัดและอดทนกับทุกๆปัญหาที่เข้ามาในชีวิต ปลอบตัวเองซ้ำๆว่า "พรุ่งนี้มันต้องดีกว่า" พยายามมองปัญหาจากที่สูง มองในมุมกว้าง และหาทางออกให้กับปัญหา แม้ฉันจะเหมือนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมมืดๆคนเดียว... แต่ก็ต้องพร่ำบอกตัวเองว่า ห้องทุกห้อง มันต้องมีประตู ฉะนั้น ปัญหาทุกปัญหามันต้องมีทางออก ต่อให้มืดแค่ไหน คลำไปตามกำแพง สักวันมันก็เจอ "ประตู"
เมื่อเดือนที่แล้ว...ฉันถูกคนที่เคยบอกรักฉันหมดหัวใจขอลาจากด้วยปัญหาส่วนของเขา ที่บอกว่าคนอย่างฉันคงไม่เข้าใจ ฉันร้องไห้กับตัวเองคนเดียวอยู่หลายวัน... บอกตัวเองซ้ำๆว่า ไม่เป็นไร... ยังมีอีกหลายคนที่รักเรา และเห็นเรามีคุณค่า และคนคนนั้นของฉัน อาจกำลังเดินทางมา ให้อดใจรอ
เมื่อเดือนที่แล้ว... ฉันมีปัญหากับน้องชายที่ทำตัวเหลวแหลก ไ่ม่แยแสโลกใบนี้ น้องชายคนนี้ ทำให้ฉันตัดขาดกับเพื่อนที่คบกันมานานกว่า 10 ปี แต่นั่นไม่ได้ทำให้ฉันโกรธเกลียดน้องชายของฉัน เท่ากับเขาลงไปคลุกคลีกับของต่ำๆ ที่ทำร้ายจิตใจของแม่พ่อ และย่าที่กำลังป่วย ฉันร้องไห้เสียใจกับน้องชายไม่รักดีของฉัน แม่ฉันลูบหัวฉัน แล้วบอกกับฉันว่า... "น้องยังเด็กมาก ให้กำลังใจน้อง อย่าโกรธน้องเลย ช่วยๆกันนะลูก เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป"
เมื่อต้นเดือน... เกิดความผิดพลาดกับงานที่ฉันมีส่วนรับผิดชอบ เงินจำนวนนึงแม้จะไม่มากมาย แต่ฉันต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ในความผิดที่ฉัน...ไม่ได้ก่อ แม่บอกกับฉันว่า "ไม่เป็นไร... เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป"
และไม่กี่วันมานี้ คนที่ดูแข็งแรงที่สุดในโลกเท่าที่ฉันเคยพบ คนที่มีกำลังใจดีที่สุด และำำำพร้อมจะเผื่อแผ่มันให้คนอื่นๆรอบข้าง กำลังจะป่วย ด้วยก้อนเนื้อที่พบตรงหน้าอก..... แม้จะยังไม่ฟันธงว่ามันคืออะไร?? แต่หัวใจของฉันตอนนี้มันเหี่ยวมาก น้ำตาตกอยู่ข้างใน อยากบอกกับตัวเองเหมือนที่เคยบอกทุกๆครั้งที่เจอเรื่องแย่ๆว่า "ไม่เป็นไร" แต่ทำไม่ได้จริงๆ แม่รู้ว่าฉันรู้สึกยังไง แม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันรู้สึก แม่ยังคงกอดและลูบหัวฉันเช่นเดิม แล้วบอกว่า... "ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป"
ด้วยเรื่องราวมากมาย ราวกับละครน้ำเน่าที่เกิดขึ้นกับชีิวิตฉัน ฉันคงยอมยกธงขาว โบกไหวๆ ถ้าไม่มีแม่... เพราะมีแม่ ฉันถึงยังยืนไหวอยู่ ด้วยมือของแม่ กำลังใจของแม่
ฉันเจอคนที่แกร่งที่สุด เป็น Last man standing ตัวจริงละค่ะ..... แม่นี่ไง
อย่าเป็นอะไรไปเลยนะ อยู่กับหนูนานๆนะแม่นะ
ไม่เคยบอก "รัก" แม่สักครั้ง แต่คงรู้นะว่า หนูรักที่สุด
Dazzling~*
edit @ 10 Jun 2010 16:30:47 by -d@zZLinG-
posted on 28 May 2010 17:38 by dazzling in Lifestyle
ครั้งหนึ่งได้อ่านหนังสือ "ปาก(ไม่)กัดตีน(ไม่)ถีบ" ของพี่เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม โดยบทหนึ่งของหนังสือเล่มนั้นได้เล่าถึงมักง่ายแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศประเทศหนึ่ง มีภูมิอากาศร้อนชื้น เป็นประเทศไม่ใหญ่นักตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร พี่เจี๊ยบได้บรรยายถึงสภาพความเป็นอยู่ของชนในชาติ รวมไปถึงวิถีชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งหากจะนิยามเป็นคำคำเดียว ก็คงจะเหมาะสมกับคำว่า "มักง่าย" ไม่มากก็น้อย อันเป็นที่มาของชื่อประเทศนั่นเอง... หลังจากที่ได้อ่าน ก็ครุ่นคิดอยู่คนเดียวว่า... ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย จนกระทั่งหอยเท่าฝาตีน เข้าเรียนภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ มิได้ขาดและว่างเว้น แต่ก็ไม่เคยได้รู้จักประเทศที่ชื่อว่า "มักง่ายแลนด์" สักที และฉงนงงงวยอยู่เป็นนานสองนาน ว่าประเทศนี้นั้นซุกซ้อนอยู่ซอกหลืบใดในแผนที่โลก แม้ในใจฉัน... จะรู้สึกคุ้นชินกับเรื่องราวของประเทศนี้อย่างน่าประหลาด ราวกับฉันเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองในประเทศนั้น
อยากจะกราบแนบตักของพี่เจี๊ยบงามๆซะ ทีสองที อีน้องคนนี้พลาดไปแล้ว เพราะเคยแอบจิกพี่เจี๊ยบอยู่ในใจว่าพี่เจี๊ยบก็เป็นแค่คนแก่ที่มองโลกในแง่ร้าย(มากจนเกินไป) จะมีใครบนโลกใบนี้ที่มักง่ายได้ขนาดนั้น จนกระทั่งฉันได้ไปเยี่ยมเยียนประเทศนี้ด้วยตัวเอง...
ประชาชนของมักง่ายแลนด์ มีจำนวนไม่มากนัก แค่ราวๆ 60 กว่าล้านคน ซึ่งจำนวนมาก (ใครกล้าฟันธงว่าส่วนใหญ่บ้าง?) มีนิสัยมักง่ายติดมากับชาติกำเนิด ราวกับสันดานประจำเผ่า และหากใครที่มีอุปนิสัยที่กันข้าม อาจถูกมองว่าแปลกแยกและเป็นตัวตลกในสังคม
ความเป็นอยู่ของมักง่ายแลนด์ อยู่ในขั้นโคม่า ทว่ามิใช่เพราะวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
เฟรนช์ฟรายด์ หรือพายข้าวโพด (ออกแนวหิว) แต่เพียงอย่างเดียว
แต่เป็นเพราะความ "มักง่าย" ของชนในชาติ เริ่มตั้งแต่นักธุรกิจที่ขับร่างอวตารมาเป็นนักการเมือง เพื่อหาผลประโยชน์ในระดับที่เรียกว่า "ห่าลง" ก็ไม่ปาน งานหลักคือการขอและอนุมัติงบประมาณ และหักเปอร์เซ็นในทุกๆโครงการ และบริหารงานโดยยึดคติที่ว่า "การเมืองเป็นของท่าน คอรัปชั่นเป็นของเรา" จึงไม่แปลกหากประเทศมักง่ายแลนด์ จะเป็นประเทศที่จัดซื้อจัดจ้าง ใช้งบประมาณแพงกว่าประเทศที่ศิวิไลซ์
"ยู โทน ห้ายย ขาววว คอรัปชั่น ด้ายย อย่าง ร่ายย" (แนะนำให้ออกสำเนียงเหมือนฝรั่งหัดพูดไทยจะได้อารมณ์)
หากคนชาติอื่นถามคำถามเช่นนี้... คนในมักง่ายแลนด์ที่ยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่ในใจ ก็คงกระดากอาย และสมเพชในความเป็นอยู่ของบ้าน
เมืองตัวเอง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ "ความหน้าหนา" ของร่างอวตารในสภา
แต่หลักๆแล้วมันมาจากความ "มักง่าย" ของคนในชาติที่ถืออุดมคติ
"ธุระไม่ใช่" หากไม่มีใครไปจู้จี้ ขี้หน้าบ้าน ปิดห้างร้าน พาลไปยุบผับ
รับรองค่ะ มนุษย์มักง่ายเหล่านี้ จะไม่เสนอหน้ามาวุ่นวาย
ตอกหน้าร่างอวรตารเหล่านั้น และไล่มันออกจากบ้านเมืองเหมือ
นเจ้าหญิงของเผ่านาวี ที่บอกกับผู้บุกรุกว่า " You should not be here"
ดังนั้นโยบายหลักๆและลับๆ ของผู้กุมอำนาจรัฐ คือต้องมอมเมาชาวมักง่ายแลนด์ให้มากๆ ห้างร้าน และผับบาร์ จึงผลุดขึ้นทุกหัวมุมถนนราวกับแพร่พันธ์โดยการกระจายของสปอร์ เพราะเหตุนี้ ชาวมักง่ายแลนด์ จึงเป็นชาติที่วัตถุนิยม ติดวัตถุชนิดฉีดเข้าเส้น ตั้งแต่ของเบรนเนม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่ไร้ความจำเป็นในชีวิต แม้ว่ารายได้จะแปรผกผันกับความต้องการของตนเองก็ตาม... ด้วยเหตุนี้ ฉันถึงจะได้บอกว่า มักง่ายแลนด์เปรียบเหมือนคนไข้ขั้นโคม่าฉันใดก็ฉันนั้น
ฉันแม้จะมิใช่คนดีอะไร แต่ก็รู้สึกละเหี่ยใจกับนิสัยที่มีลักษณะถาวร หรืออาจจะเรียกหยาบๆได้ว่า "สันดาน" ของคนในมักง่ายแลนด์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กลไกฟันเฟืองการเติบโตเจริญก้าวหน้าของชาติต้องฝืดเคือง ซึ่งจาระบีที่จะนำมาหล่อลื่นฟันเฟืองให้ทำงานได้อย่างสะดวกโยธินนั้น แม้จะดูเป็นแนวนโยบายขายฝัน แต่ฉันเห็นเป็นอย่างยิ่งว่า ต้องเริ่มจากการศึกษาของชนในชาติ เริ่มเพาะเชื้อจิตสำนึกต่อสู้เชื้อโรคมักง่ายตั้งแต่ยังวัยเยาว์
สอนให้เด็กๆเหล่านั้น ได้รู้จักที่จะใช้ "สิทธิ" ได้อย่าง "ถูกต้อง"
และเรียนรู้ที่ทำ "หน้าที่" ของตนเองไปพร้อมๆกัน
เรียนรู้ที่จะเสียสละส่วนหนึ่งของตนเพื่อส่วนรวม ทำให้เขาเหล่านั้นเชื่อว่า "สังคมทีดีเริ่มต้นจากเรา" เชื่อเถอะค่ะว่า บุคลากรที่มีภูมิคุ้มกันโรคมักง่ายเหล่านั้น จะเป็นกำลังสำคัญและเป็นชนรุ่นใหม่ของมักง่ายแลนด์ ที่จะกลายเป็นประเทศศิวิไลซ์ได้ในไม่ช้า
ระยะเวลาในการสร้างจิตสำนึกของคนในมักง่ายแลนด์อาจจะนานจนเราๆท่านๆแก่หงำเหงือก แต่ก็ต้องกัดฟันทนรอ เพราะทุกสิ่งอย่างไม่ได้สร้างให้ได้เสร็จในวันเดียวเช่นเดียวกับกรุงโรม ไม่ใช่แค่จับมือและร้องเพลงที่มีเนื้อหากินใจแค่เพลงสองเพลง จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะเรื่องของประเทศชาติต่างจากการทำต้มยำกุ้ง ที่ผสมๆคนๆต้มๆ และโรยหน้าด้วยผักชีก็เป็นอันสวยงาม และทว่าไม่เร่งแก้ไขกมลสันดานความมักง่ายของชนในชาติแล้วล่ะก็ อนาคตไม่ไกลจากนี้ มักง่ายแลนด์จะต้องประสบพบเจอกับปัญหาที่เรื้อรังเหมือนเป็นริดสีดวงทวารที่ไม่ว่าจะอุจจาระอีกกี่ครั้ง ก็ยังแสบก้นและได้เลือดสดไปซะทุกที
edit @ 28 May 2010 17:40:12 by -d@zZLinG-
edit @ 28 May 2010 17:40:33 by -d@zZLinG-
edit @ 28 May 2010 17:41:16 by -d@zZLinG-
edit @ 28 May 2010 17:42:44 by -d@zZLinG-